Toyota Sure แหล่งซื้อขาย รถมือสอง
TH iconfav icon

แบตเตอรี่รถยนต์ใช้ได้กี่ปี เช็กเบื้องต้นอย่างไรให้พร้อมใช้งาน

วันที่เผยแพร่ 30/08/2023

ยอดผู้เข้าชม


แบตเตอรี่รถยนต์ใช้ได้กี่ปี ? พร้อมแนะนำวิธีเช็กเบื้องต้น

รถยนต์ที่ผ่านการใช้งานมานาน แน่นอนว่าอะไหล่ต่าง ๆ ย่อมมีการเสื่อมสภาพลงเป็นธรรมดา โดยเฉพาะแบตเตอรี่รถยนต์ ซึ่งถ้าหากไม่มีการดูแลที่เหมาะสมก็จะทำให้อายุแบตเตอรี่เสื่อมลงไวกว่าเดิม ที่สำคัญทำให้รถยนต์ของคุณมีประสิทธิภาพลดลงด้วย 

ดังนั้นผู้ใช้งานต้องคอยสังเกตดูความผิดปกติของแบตเตอรี่รถยนต์อยู่เสมอ วันนี้เราจึงมาแนะนำวิธีสังเกตอาการแบตเตอรี่รถยนต์เสื่อมในเบื้องต้น ว่ามีอะไรบ้าง ? แบตเตอรี่รถยนต์ใช้ได้กี่ปี ? อยากให้แบตเตอรี่อยู่ได้นานขึ้น ต้องดูแลอย่างไร ? ไปดูกันเลย

แบตเตอรี่รถยนต์ใช้ได้กี่ปี ?

แบตเตอรี่รถยนต์ใช้ได้กี่ปี ? โดยเฉลี่ยแล้วแบตเตอรี่จะมีอายุการใช้งานประมาณ 3-5 ปี ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น สภาวะแวดล้อมสภาพอากาศ หากเจออุณหภูมิร้อนจัดหรือเย็นจัดเป็นประจำจะทำให้อายุของแบตเตอรี่สั้นลง หรือมีการใช้งานรถที่ขับในระยะทางที่สั้นบ่อย ๆ หรือจอดทิ้งไว้นาน ก็จะทำให้อายุการใช้งานของแบตเตอรี่ลดลงได้เช่นกัน แต่ถ้าหากมีการดูแลอย่างเหมาะสม แบตเตอรี่ก็อาจมีอายุการใช้งานได้นานกว่า 5 ปี 

อาการแบตเตอรี่เสื่อมมีอะไรบ้าง ?

มีหลายอาการที่บ่งบอกว่าแบตเตอรี่เริ่มเสื่อม โดยมีลักษณะอาการ และปัจจัยต่าง ๆ ที่ทำให้แบตเตอรี่เสื่อม ดังนี้

1. รถสตาร์ตติดยาก

รถสตาร์ตติดยาก

อาการแบตเตอรี่เสื่อม อย่างแรกที่เจอเลยคือ เวลาจอดรถทิ้งไว้นาน ๆ รถจะสตาร์ตติดยาก ซึ่งมีสาเหตุมาจากแบตเตอรี่เริ่มเก็บประจุไฟไม่อยู่หรือจ่ายไฟได้น้อยลง หรืออีกกรณีคือ เวลาสตาร์ตเครื่องยนต์แล้วมีเสียงการหมุนของเครื่องยนต์แต่รถก็ยังสตาร์ตไม่ติด ปัญหานี้จะเกิดจากกำลังไฟในแบตเตอรี่มีไม่เพียงพอ

 

2. ไฟหน้าไม่ค่อยสว่าง

ไฟหน้าไม่ค่อยสว่าง

ไฟหน้ามีแสงสว่างน้อยลงในเวลากลางคืน ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากลืมปิดไฟส่องสว่าง หรือไฟเปิดทิ้งไว้ทั้งวันทั้งคืน ส่งผลให้ประจุไฟฟ้าในแบตเตอรี่มีไม่เพียงพอ ไฟหน้าจึงไม่ค่อยมีแสงสว่างเหมือนแต่ก่อน 

3. ต้องพ่วงแบตเตอรี่กับรถคันอื่น

ต้องพ่วงแบตเตอรี่กับรถคันอื่น

อาการนี้สามารถพบเจอได้ทั้งรถใหม่และรถเก่า มีสาเหตุมาจากลืมปิดไฟหน้ารถหรืออุปกรณ์ไฟฟ้าบางอย่างจนทำให้แบตเตอรี่หมด ทำให้เวลาที่ต้องการใช้งานต้องพ่วงแบตเตอรี่กับรถคันอื่นเป็นประจำ ซึ่งหากทำแบบนี้บ่อย ๆ อาจส่งผลเสียได้ เพราะจะทำให้แบตเตอรี่เสื่อมเร็วขึ้น

4. ตาแมวบนแบตเตอรี่เปลี่ยนสี

ตาแมวบนแบตเตอรี่เปลี่ยนสี

ตาแมวบนแบตเตอรี่จะเป็นตัวบ่งบอกถึงค่าความถ่วงจำเพาะของน้ำกรดว่าอยู่ในสถานะไหน ซึ่งแต่ละลูกจะมีสีที่บอกสถานะแบตที่ต่างกัน ซึ่งผู้ใช้งานสามารถสังเกตและตรวจสอบได้ด้วยตัวเอง ดังนี้

  1.  แบตเตอรี่แบบเติมน้ำกลั่น ควรเช็กว่าระดับน้ำกลั่นอยู่ต่ำกว่ากว่าขีด MAX หรือไม่ หากอยู่ระดับต่ำกว่า โดยเติมให้อยู่ในระดับเส้น Upper เท่านั้น
  2. แบตเตอรี่แบบกึ่งแห้ง ควรเช็กดูที่สีของตาแมวว่าอยู่ในสถานะพร้อมใช้หรือไม่ หรือดูที่น้ำกลั่น ซึ่งถ้าน้ำกลั่นหมดหรือแห้ง ควรเติมน้ำกลั่นให้อยู่ในระดับเส้น Upper
  3. แบตเตอรี่แบบแห้ง เช็กดูที่สีของตาแมวอย่างเดียว เพราะไม่สามารถเติมน้ำกลั่นได้

ลักษณะสีของตาแมวที่บ่งบอกสถานะของแบตเตอรี่

  • ตาแมวเป็นสีฟ้า ในกรณีนี้บ่งบอกว่าแบตเตอรี่ไฟเต็ม อยู่ในสภาพสมบูรณ์พร้อมใช้งาน (Full Charge)
  • ตาแมวเป็นสีขาว ในกรณีนี้บ่งบอกว่าแบตเตอรี่ไฟเริ่มอ่อน ควรชาร์จ (Recharge Battery)
  • ตาแมวเป็นสีแดง ในกรณีนี้บ่งบอกว่าน้ำกลั่นแห้ง ควรเติมน้ำกลั่น (Add Distilled Water)

 

สรุปบทความ

อายุการใช้งานของแบตเตอรี่รถยนต์ใช้ได้กี่ปีนั้นจะขึ้นอยู่ที่การดูแลของผู้ใช้งานเป็นหลัก หากมีตรวจเช็กสภาพแบตเตอรี่อย่างสม่ำเสมอ คอยเช็ดทำความสะอาดขั้วไม่ให้ฝุ่นเกาะและเกิดคราบเกลือ รวมถึงตรวจเช็กน้ำกลั่นและเติมน้ำกลั่นอยู่ระดับที่พอดี ก็จะช่วยยืดอายุของแบตเตอรี่ให้อยู่ได้นานขึ้น 

สำหรับใครที่กำลังมีแพลนซื้อรถ หรือสนใจมือสอง คุณภาพดี พร้อมใช้งาน มีการตรวจเช็กสภาพรถอย่างสม่ำเสมอ สามารถเลือกชมรถได้ที่ รถบ้าน มือสอง แหล่งซื้อขายรถที่ได้มาตรฐานสำหรับรถใช้แล้วที่ผ่านการรับรองคุณภาพโดยบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย

อัพเดทล่าสุด 30/08/2023